เกมติดตาม รายงานผลฟุตบอล แบบเรียลไทม์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์


0 Shared

0 Pined

0 Shared

0 Shared

ประวัติทีม ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด หรือทีมรวมดารา ผลงาน สถิติของสโมสร ข่าวนักเตะ

 

เรอัล มาดริด Real Madrid

เรอัล มาดริด ได้รับฉายาว่า ราชันชุดขาว เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ  เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในศตวรรษที่ 20 โดยสามารถคว้าแชมป์ได้หลายรายการ ในวงการฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลาลีกาได้ทั้งสิ้น 33 สมัย ถ้วยโกปาเดลเรย์ 17 ครั้ง และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 12 สมัย ถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในวงการฟุตบอล ไม่มีใครไม่รู้จักสโมสร เรอัล มาดริด อย่างแน่นอน ถือว่าเป็นสโมสรที่อยู่ในใจของแฟนบอลหลาย ๆ คนมาอย่างยาวนานอีกด้วย

ประวัติความเป็นมา

ต้นกำเนิดของสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ต้องย้อนกลับไปในช่วงที่กีฬาฟุตบอลได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในกรุงมาดริด โดยนักวิชาการและนักศึกษาของโครงการสถาบันการศึกษาเสรี (Institución Libre de Enseñanza) ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และออกซ์ฟอร์ดรวมอยู่ด้วย พวกเขารวมตัวกันสร้างสโมสร ฟุตบอลคลับสกาย ขึ้นในปี ค.ศ. 1897 โดยเล่นกันประจำในวันอาทิตย์ตอนเช้าที่ย่านมองโกลอา และต่อมาได้มีการแยกตัวออกเป็น 2 สโมสรในปี ค.ศ. 1900 ได้แก่ นิว-ฟุตบอลเดมาดริด (New Foot-Ball de Madrid) และ กลุบเอสปัญญอลเดมาดริด (Club Español de Madrid)[9] ในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1902 หลังจากที่คณะกรรมการชุดใหม่ (ซึ่งมีฆวน ปาโดรส เป็นประธาน) ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา สโมสรฟุตบอลมาดริดจึงได้รับการก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ สามปีหลังหลังจากที่ก่อตั้งสโมสรขึ้นได้สามปี ในปี ค.ศ. 1905 สโมสรมาดริดสามารถคว้าแชมป์การแข่งขันได้เป็นครั้งแรกหลังจากเอาชนะแอทเลติกบิลบาโอไปในการแข่งขันสแปนิชคัพรอบชิงชนะเลิศ

สโมสรฟุตบอลมาดริดกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1909 เมื่อประธานสโมสร อาดอลโฟ เมเลนเดซ ได้ลงนามข้อตกลงตามรากฐานของสเปนเอฟเอคัพ หลังจากเปลี่ยนสถานที่ฝึกซ้อมอยู่หลายแห่ง ในปี ค.ศ. 1912 สโมสรก็ได้เปิดใช้สนามของตนเองเป็นครั้งแรกที่กัมโปเดโอโดเนล (Campo de O’Donnell และในปี ค.ศ. 1920 สโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น เรอัลมาดริด (Real Madrid) หลังจากที่พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 แห่งสเปน ได้พระราชทานตำแหน่ง “เรอัล” (ในภาษาสเปนแปลว่าของกษัตริย์หรือของหลวง) ให้กับสโมสร

ประวัติทีม ราชันชุดขาว เรอัล มาดริด

พระเจ้าอัลฟอนโซที่ 13 แห่งสเปน

ในปี ค.ศ. 1929 ได้มีการก่อตั้งระบบการแข่งขันระหว่างสโมสรในสเปนขึ้นเป็นครั้งแรก เรอัลมาดริดสามารถครองอันดับที่ 1 มาตลอดในช่วงนัดแรกของฤดูกาลจนมาถึงนัดสุดท้ายซึ่งแพ้ให้กับแอทเลติกบิลบาโอ ทำให้สโมสรได้แค่อันดับที่ 2 และพลาดตำแหน่งแชมป์ให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา เรอัลมาดริดสามารถได้แชมป์ลีกสเปนได้ครั้งแรกในฤดูกาล 1931-1932 และในปีถัดมาพวกเขาก็สามารถคว้าแชมป์ลีกได้อีกครั้งเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน จึงทำให้สโมสรนี้เป็นทีมแรกในลีกสเปนที่คว้าแชมป์ติดต่อกันสองสมัย

ราชันชุดขาวนั้นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันของยูฟ่าด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 9 สมัยและยูฟ่าคัพ 2 สมัย ซึ่งมากกว่าสโมสรอื่น  ๆ ทุกสโมสร [6] มีเพียงโทรฟียุโรปเดียวที่เรอัลมาดริดยังไม่เคยได้ นั่นคือ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ซึ่งมีสิทธิ์เล่น 2 ครั้งแต่ก็พ่ายไปทั้งสองนัดโดยครั้งแรกแพ้ให้กับเชลซี 2-1 ในปี ค.ศ. 1971 และเสมอ 1-1 ในนัดแรกก่อนที่จะแพ้ 1-0 ในนัดที่สองให้กับแอเบอร์ดีนด้วยประตูรวม 2-1 ในปี ค.ศ. 1983

เรอัลมาดริดยังเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมสูงสุดในโลกจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 2007 และยังเป็นสโมสรที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกอีกด้วย[8] เรอัลมาดริดเคยเดินทางมาเตะกับทีมชาติไทยในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ผลการแข่งขันเรอัลมาดริดชนะไป 2-1 ประตู

ในวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1931 สเปนเปลี่ยนไปใช้การปกครองระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง เมื่อไม่มีกษัตริย์เป็นผู้อุปถัมภ์ เรอัลมาดริดจึงพ้นจากตำแหน่งสโมสรหลวงและเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อสโมสรฟุตบอลมาดริดตามเดิม การแข่งขันฟุตบอลยังคงดำเนินต่อไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และในวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1943 สโมสรมาดริดสามารถเอาชนะสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาไปถึง 11-1 ในนัดที่สองของรอบก่อนชิงชนะเลิศ ของการแข่งขันโกปาเดลเฆเนราลิซิโม (โกปาเดลเรย์หรือ “ถ้วยรางวัลของกษัตริย์” ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ถ้วยรางวัลของจอมพล” เพื่อเป็นเกียรติแก่นายพลฟรังโก) อย่างไรก็ตาม มีการชี้ให้เห็นว่า ผู้เล่นของบาร์เซโลนาถูกข่มขู่จากตำรวจ และจากผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ “ถูกอ้างว่า ได้บอกกับสโมสรว่า นักฟุตบอลบางคน [ของบาร์เซโลนา ได้ลงเล่นก็เพราะความใจกว้างของรัฐบาลที่อนุญาตให้พวกเขายังอยู่ในประเทศได้เท่านั้น” และประธานสโมสรบาร์เซโลนา เอนริก ปิญเญย์โร ก็ถูกแฟนบอลมาดริดทำร้ายร่างกายด้วย

ตราสัญลักษณ์สโมสร เรอัลมาดริด

ตราสัญลักษณ์สโมสร เรอัลมาดริด (Real Madrid)

ตราสัญลัญลักษณ์ สโมส เรอัล มาดริด ถูกใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ.1902 เป็นการออกแบบที่เรียบง่าย โดยใช้ตัวอักษรทั้งหมด 3 ตัวด้วยกันคือ “MCF” ซึ่งย่อมาจาก Madrid Club de Fútbol มีการออกแบบให้สีของตัวอักษรเป็นสีน้ำเงินเข้ม เพื่อตัดกับชุดสีขาวของทีม หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปีค.ศ.1908 โดยการนำตัวอักษรย่อทั้ง 3 มาจัดเรียงให้อยู่ในวงกลม ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีมในครั้งนี้ก็ถูกใช้มายาวนานจนถึงปี ค.ศ.1920 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ด้วยการนำเอามงกุฎกษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 มาไว้บนตัวหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้ของทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสโมสรและทีมก็ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์  ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี ค.ศ.1931 เมื่อเกิดการยุบระบบกษัตริย์ในประเทศสเปน ทำให้มงกุฎที่เป็นส่วนหนึ่งของตราสโมสรนั้นหายไป และเกิดการเพิ่มสีทองให้กับตัวหนังสือและมีการเพิ่มแถบสีม่วงซึ่งเป็นตัวแทนของแคว้นคาสติล 10 ปี ให้หลังใน ค.ศ.1941 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรอีกครั้งและเป็นตราที่ใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบันด้วยการเพิ่มมงกุฎกษัตริย์กลับเข้าไป พร้อมกับจัดการกับแถบสีม่วงให้กลายเป็นสี่ม่วงอ่อนจนกลายเป็นสีน้ำเงินจาง  ๆ

ผู้สนับสนุนหลัก ทีมสโมสร Real Madrid C.F.,

ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของสโมสรเรอัล มาดริด ในฐานะสโมสรฟุตบอลที่มีแฟนบอลมากที่สุดทีมหนึ่งของโลก ตั้งแต่ปี 1992 จนถึงปี 2000 Teka  สปอนเซอร์หลักของทีมสโมสร Real Madrid C.F.,  สปอนเซอร์หลักที่มีโลโก้ปรากฏในชุดสำหรับแข่งขันอย่างเป็นทางการของสโมสร Real Madrid C.F.,  ช่วงเวลานี้เต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์สำหรับ Teka และ สโมสร Real Madrid เนื่องจากมีนักแข่งที่เป็นตำนานที่โดดเด่นอย่าง Raúl González และเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ของ Real Madrid ที่มี Jorge Valdano และ Laudrup มาร่วมทีมราชันชุดขาวช่วยให้ทีมชนะศึก ในหลายลีกในสเปนรวมถึงนำทีมผ่านเข้ารอบสูงสุด ถึงฝันในการเป็นผู้ชนะใน UEFA Champions League ในปี 1998 ในอัมสเตอร์ดัมหลังจากตีทีม Juventus FC ให้แพ้พ่ายในการแข่งขัน ในปี 2000 Real Madrid คว้าแชมป์ในรายการ Champions League ครั้งที่ 8 ในปารีส ในช่วงเวลานี้ที่ Teka และ Real Madrid ทำงานร่วมกันเราได้รับชัยชนะ ถึง 2 ครั้งใน UEFA Champions League, 1 ครั้งใน  intercontinental cup, 3 ครั้ง ใน Spanish leagues, 2 ครั้ง Spainish cup และ  2 ครั้ง Supercups of Spain

บทความแนะนำ  ยิงมันส์เท้า! "เรอัล มาดริด" บุกกระหน่ำ "กรานาด้า" 4-1 ยึดจ่าฝูงกดดัน "โซเซียดาด"

เกียรติประวัติทีม เรอัลมาดริด

เกียรติประวัติทีม เรอัลมาดริด (Real Madrid)

การแข่งขันภายในประเทศ

ลีก ลาลีกา

ชนะเลิศ 33 สมัย : ปี ค.ศ. 1931–32 , 1932–33 , 1953–54 , 1954–55 , 1956–57 , 1957–58 , 1960–61 , 1961–62 , 1962–63 , 1963–64 , 1964–65 , 1966–67 , 1967–68 , 1968–69 , 1971–72 , 1974–75 , 1975–76 , 1977–78 , 1978–79 , 1979–80 , 1985–86 , 1986–87 , 1987–88 , 1988–89 , 1989–90 , 1994–95 , 1996–97 , 2000–01 , 2002–03 , 2006–07 , 2007–08 , 2011-12 , 2016-2017

รองชนะเลิศ 22 สมัย : ปี ค.ศ.1929, 1933–34, 1934–35, 1935–36, 1941–42, 1944–45, 1958–59, 1959–60, 1965–66, 1980–81, 1982–83, 1983–84, 1991–92, 1992–93, 1998–99, 2004–05, 2005–06, 2008–09, 2009–10, 2010–11, 2012-13, 2014-15

ถ้วยต่าง ๆ ในประเทศ

โกปาเดลเรย์

ชนะเลิศ 19 สมัย : ปี ค.ศ.1905, 1906, 1907, 1908, 1917, 1934, 1936, 1946, 1947, 1961–62, 1969–70, 1973–74, 1974–75, 1979–80, 1981–82, 1988–89, 1992–93, 2010–11, 2013-14

รองชนะเลิศ 20 สมัย : ปี ค.ศ.1903, 1916, 1918, 1924, 1929, 1930, 1933, 1940, 1943, 1958, 1959–60, 1960–61, 1968, 1978–79, 1982–83, 1989–90, 1991–92, 2001–02, 2003–04, 2012-13

ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา

ชนะเลิศ 9 สมัย : ปี ค.ศ.1988 , 1989 , 1990 , 1993 , 1997 , 2001 , 2003 , 2008 , 2012

รองชนะเลิศ 5 สมัย : ปี ค.ศ.1982 , 1995 , 2007 , 2011 , 2014 ( Won Copa del Rey and La Liga)

ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา

ชนะเลิศ 1สมัย : ปี ค.ศ.1947

โกปาเอบาดัวร์เต

ชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1985

รองชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1983

โกปาเดลาลีกา

ชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1985

รองชนะเลิศ 1 สมัย : ปี ค.ศ.1983

แชมป์ยุโรป

ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ชนะเลิศ 12 สมัย : ปี ค.ศ.1955–56 , 1956–57 , 1957–58 , 1958–59 , 1959–60 , 1965–66 , 1997–98 , 1999–2000 , 2001–02 , 2013–14 , 2015–16 , 2016–17

รองชนะเลิศ 3 สมัย : ปี ค.ศ.1961–62 , 1963–64 , 1980–81 ( First ever winners)

ยูโรเปียนวินเนอร์สคัพ

ชนะเลิศ 2 สมัย : ปี ค.ศ.1984–85 , 1985–86

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ

รองชนะเลิศ 2 สมัย : ปี ค.ศ.1970–71 , 1982–83

ยูฟ่าซูเปอร์คัพ

ชนะเลิศ 3 สมัย : ปี ค.ศ.2002 , 2014 , 2016

รองชนะเลิศ 2 สมัย : ปี ค.ศ.1998 , 2000

ถ้วยระดับโลก

ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ (Predecessor to the FIFA Club World Cup)

ชนะเลิศ 5 สมัย : ปี ค.ศ.1960 , 1998 , 2002 , 2014 , 2016

รองชนะเลิศ 2 สมัย : ปี ค.ศ.1966 , 2000

ย้อนตำนาน นักเตะเรอัล มาดริด ยุคกาลาคติกอส

ราชันชุดขาวกลายเป็นทีมรวมดาราโลกที่รู้จักในนาม ‘กาลาคติกอส’ แบบเต็มตัว หลังจาก เดวิด เบ็คแฮม ย้ายเข้ามาในฤดูกาล 2003/04 และนี่คือนักเตะทีมชุดนั้น

  1. อิเกร์ กาซิยาส
บทความแนะนำ  ประวัติทีม เบรนท์ฟอร์ด ผลงานของทีม และข่าวสารนักเตะ ในสโมสร

ผู้รักษาประตูดาวโรจน์รายนี้เติบโตมาจากอคาเดมีของเรอัล มาดริด และยึดมือหนึ่งของทีมชุดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี ในฤดูกาล 2003/04 เขายังคงฉายแววเด่นเกินวัย ด้วยการเฝ้าเสาไป 50 นัด เก็บได้ 10 คลีนชีท หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญ และสวมปลอกแขนกัปตันทีมต่อจากราอูล พาโลส บลังโกสไล่ล่าความสำเร็จนานนับทศวรรษ พร้อมทำสถิติเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดอันดับ 2 ของสโมสรที่จำนวน 725 นัด เก็บได้ 264 คลีนชีท ก่อนย้ายไปแขวนถุงมือกับปอร์โต้

  1. มิเชล ซัลกาโด้

แบ็คขวาสแปนิช ย้ายจากเซลต้า บีโก้ มาร่วมทัพชุดขาว ในปี 1999 และยึดตัวจริงทางกราบขวาได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรก เชายังคงได้รับโอกาสสม่ำเสมอในฤดูกาล 2003/04 ด้วยการลงสนามไป 54 นัด ทำได้ 1 ประตู 4 แอสซิสต์  เจ้าตัวฝากสถิติรวมไว้ที่ 371 นัด ยิง 5 ประตู 25 แอสซิสต์ ก่อนย้ายไปเล่นให้แบล็คเบิร์น และแขวนสตั๊ดกับอินดิเพนเดนเต้

  1. โรแบร์โต้ คาร์ลอส

แบ็คซ้ายบราซิเลียน ย้ายมายังซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในปี 1996 และสร้างชื่อโด่งดังไปทั่วโลกในฟุตบอลโลกปี 1997 จากการยิงฟรีคิก “บานานา ชู้ต”

ในฤดูกาล 2003/04 เขายึดตัวจริงทางกราบซ้ายได้อย่างเหนียวแน่น โดยทำไป 9 ประตู 11 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 49 นัด   เจ้าตัวลงเล่นไปทั้งสิ้น 527 นัด ทำได้ 69 ประตู 89 แอสซิสต์ ก่อนย้ายซบเฟเนร์บาห์เช, โคลินเทียนส์ ,อันชี และรีไทร์กับเดลี ไดนาโมส์ ในปี 2015

  1. ซีเนดีน ซีดาน

กองกลางเฟร้นช์แมน โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงกับยูเวนตุส จนถูกเรอัล มาดริด ทุ่มเงินถึง 77.5 ล้านยูโร คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2001 ในฤดูกาล 2003/04 แม้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง แต่เขาก็ยังรักษาฟอร์มเก่งไว้ได้ ด้วยการทำไป 10 ประตู 14 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 50 นัด เจ้าตัวแขวนสตั๊ดกับโลส บลังโกส ในปี 2006 และปัจจุบันก็คือกุนซือสมองเพชรที่พาสโมสรประสบความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงยึดจ่าฝูงของลาลีกาขณะนี้

  1. อิบัน เอลเกรา

นักเตะสารพัดประโยชน์ ผู้เล่นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรับ และกองหลัง ย้ายจากเอสปันญอลมาร่วมทัพราชันชุดขาว ในปี 1999 เขาได้ลงเล่นในฤดูกาล 2003/04 ไป 45 นัด ยิง 3 ประตู 1 แอสซิสต์ เจ้าตัวฝากสถิติรวมไว้ที่ 346 นัด ยิง 33 ประตู 14 แอสซิสต์ ก่อนย้ายไปปิดฉากอาชีพค้าแข้งกับบาเลนเซียในปี 2005

  1. ราอูล กอนซาเลซ

กองหน้าชาวสเปน เติบโตมาจากลา ฟาบริกา และกลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่เคยประเดิมสนามให้มาดริด ด้วยวัยเพียง 17 ปี 124 วัน ในฤดูกาล 2003/04 เขารับหน้าที่กัปตันทีม และลงสนามไป 53 นัด ซัด 20 ประตู 6 แอสซิสต์ เจ้าตัวโบกมือลาสโมสรในปี 2010 พร้อมฝากสถิติเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สุดและทำประตูสูงสุดให้สโมสรที่จำนวน 741 นัด ซัด 325 ประตู (ก่อนถูกคริสเตียโน โรนัลโด้แซงในภายหลัง) ปัจจุบันเขารับงานเป็นผู้จัดการทีมสำรองของราชันชุดขาว (กาสติญา)

  1. บอร์ฆา แฟร์นันเดซ

กองกลางชาวสเปน ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เติบโตมาจากลา ฟาบริกา และประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ในฤดูกาล 2003/04 โดยฤดูกาลแรกกับบราชัน ด้วยอายุและประสบการณ์ที่ยังน้อย ทำให้บทบาทส่วนใหญ่ของเขาคือการเป็นตัวสำรองที่ได้ลงสนามไป 24 นัด เจ้าตัวถูกปล่อยยืมให้มายอร์ก้าในปี 2005 ก่อนขายขาดให้บายาโดลิด ในปีถัดมา หลังจากนั้นก็พเนจรไปเล่นให้กับหลายสโมสร และกลับมาแขวนสตั๊ดกับบายาโดลิดในปี 2019

  1. โรนัลโด้

ดาวยิงชาวบราซิล เจ้าของฉายา “โล้นทองคำ” ย้ายจากอินเตอร์ มิลาน มาซบราชันชุดขาวในปี 2002 และก็ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำตั้งแต่ฤดูกาลแรก ในฤดูกาล 2003/04 เขาก็ยังคงยิงกระจายด้วยการซัดไป 31 ประตู 13 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 48 นัด เจ้าตัวทำได้ 104 ประตู 35 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 177 นัด ก่อนย้ายกลับอิตาลีไปเล่นให้เอซี มิลาน ในปี 2007 และรีไทร์กับโครินเทียนส์ ในปี 2011

  1. หลุยส์ ฟิโก้

แนวรุกโปรตุกีส ย้ายข้ามฟากจากคู่แข่งตลอดกาลอย่างบาร์เซโลนา มาเล่นให้เรอัล มาดริด ในปี 2000 ด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านยูโร ในฤดูกาล 2003/04 เขาเป็นกำลังหลักของทีมที่ลงสนามไป 54 นัด ทำได้ 13 ประตู 17 แอสซิสต์ เจ้าตัวฝากผลงานรวมไว้ที่ 245 นัด ซัด 56 ประตู 93 แอสซิสต์ ก่อนไปค้าแข้งกับอินเตอร์ มิลาน แบบไร้ค่าตัวในปี 2006 ปัจจุบันเขาคือที่ปรึกษาด้านฟุตบอลของสหพันธ์ลูกหนังยุโรป

บทความแนะนำ  เซบีย่า ข้อมูลเกี่ยวกับสโมสร ประวัติ รายชื่อนักเตะ ผลงานของทีม

สโมสรฟุตบอล เรอัล มาดริด 

รายชื่อนักเตะจากทีม สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด 

สำหรับฤดูกาล 2020 ของทีมเรอัลมาดริด ยังคงมีรายชื่อของนักบอลหลักที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือภายในทีม ดังนี้

1.ตีโบ กูร์ตัว ผู้รักษาประตูสัญชาติเบลเยียม โดยเป็นการย้ายมาจากทีมเชลซีและเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูหลักให้กับทีมเรอัลมาดริด

2.ดานิ การ์บาฆัล นักบอลทีมชาติสเปนเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาของทีมเรอัลมาดริด

3.แอแดร์ มีลีเตา นักบอลสัญชาติบราซิล ปัจจุบันเล่นเป็นกองหลังของทีมเรอัลมาดริดและเป็นตัวกลางหลัก โดยเป็นนักบอลสารพัดประโยชน์ เพราะสามารถเป็นได้ทั้งแบ็คขวาและกองกลางตัวรับได้ทั้งหมด

4.เซร์ฆิโอ ราโมส (กัปตันทีม) นักบอลสัญชาติสเปนที่ในอดีตถือกำเนิดมาจากทีมเซบีย่าและย้ายมาอยู่กับเรอัลมาดริด  ปัจจุบันเป็นกัปตันทีมของทีม

5.ราฟาแอล วาราน นักบอลสัญชาติฝรั่งเศส ปัจจุบันเป็นกองหลังให้กับทีมเรอัลมาดริดและเป็นหนึ่งในทีมชาติของฝรั่งเศส

6.นาโช  หรือโฮเซ อิกนาซิโอ เฟร์นันเดส อิกเลซิอัส นักบอลสัญชาติสเปน ปัจจุบันเล่นให้ทีมเรอัลมาดริด ในตำแหน่งกองหลังและติดทีมชาติสเปน

7.เอแดน อาซาร์ นักบอลสัญชาติเบลเยียม ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุกให้กับทีมเรอัลมาดริด เป็นนักฟุตบอลชื่อดังที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความเร็วและความสามารถพิเศษเฉพาะตัว

8.โทนี โครส นักบอลสัญชาติเยอรมัน ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางของทีมเรอัลมาดริด

9.การีม แบนเซมา สัญชาติฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย โด่งดังมาจากสโมสรฟุตบอลออแล็งปิกลียอแนและได้ย้ายมาอยู่ในตำแหน่งกองหน้าของเรอัลมาดริดและติดทีมชาติฝรั่งเศสด้วย

10.ลูคา โมดริช นักฟุตบอลสัญชาติโครเอเชีย ปัจจุบันเล่นให้กับทีมเรอัลมาดริดในตำแหน่งกองกลางและติดอยู่ในทีมชาติของโครเอเชีย

11.มาร์เซลู นักฟุตบอลชาวบราซิลและมีสัญชาติที่ 2 เป็นสเปน ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหลังของเรอัลมาดริด ถือว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีฝีมือดีเป็นอย่างมาก

นักบอลตัวหลัก 11 คนของทีมเรอัลมาดริดนี้ยังคงมีชื่อติดอยู่ในผู้เล่นหลักของปี 2020 และลงเล่นในทุกการแข่งขันสำคัญ แต่สำหรับปี 2021 อาจจะต้องติดตามรายชื่อของสมาชิกที่อาจเปลี่ยนแปลงต่อไป

รายชื่อนักเตะ เรอัลมาดริด

ทีมงานฝ่ายเทคนิคในปัจจุบัน

ตำแหน่งเจ้าหน้าที่
ผู้จัดการทีมการ์โล อันเชลอตตี
ผู้ช่วยผู้จัดการทีมไอตอร์ การันก้า
ผู้ฝึกสอนด้านฟิตเนสรูอี ฟาเรีย
ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตูซิลวิโน ลูโร
ผู้จัดการด้านฟุตบอลโซเซ โมไรซ์
ผู้จัดการสถาบันเชนโด้

คณะกรรมการและผู้บริหาร

ตำแหน่งเจ้าหน้าที่
ประธานสโมสรโฟลเรนตีโน เปเรซ
ประธานกิตติมศักดิ์ชีวิตอัลเฟรโด ดิ เอสเตฟาโน
รองประธานสโมสรคนที่ 1เฟร์นันโด เฟร์นานเดซ ตาปีอัส
รองประธานสโมสรคนที่ 2อดูอาร์โด เฟร์นันเดซ เดอ บลัส
เลขานุการคณะกรรมการเอนรีเก ซานเชซ กอนซาเลซ
อธิบดีโคเซ แอนเจิล ซานเชซ
ผู้อำนวยการสำนักงานของประธานาธิบดีมานูเอล เรดอนโด
ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การสังคมโคเซ ลุยส์ ซานเชซ

ผู้จัดการทีมสโมสร เรอัลมาดริด

อันเชลอตตีและลาเดซีมา (2013-2015)

ในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 2013 สโมสรได้เซ็นสัญญากับการ์โล อันเชลอตตี ผู้จัดการทีมที่เคยเป็นตำนานนักเตะของเอซี มิลาน และเมื่อคุมทีมก็สามารถพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปได้ถึงสองครั้งมาเป็นผู้จัดการทีม ใน นฤดูกาลต่อมา เรอัลมาดริดทำสถิติชนะติดต่อกันถึง 21 นัด (ลาลิกา 12 นัด, ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 6 นัด, โกปาเดลเรย์ 2 นัด และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 นัด) แต่สุดท้ายแล้วทีมจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า ทำให้อันเชลอตตีถูกปลดออกจากตำแหน่ง

เบนีเตซ, และซีดาน (2015-ปัจจุบัน)

ซีเนอดีน ซีดาน โค้ช นำพาสโมสร สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้ถึง 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน ของสโมสร ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 2015 สโมสรได้แต่งตั้งราฟาเอล เบนิเตซ ผู้ที่เคยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี ค.ศ. 2005 เข้ามาคุมทีม แต่ปรากฏว่าทำผลงานได้ย่ำแย่มาก โดยชนะแค่ 11 จาก 18 นัดในการคุมทีมตลอด 7 เดือน ทำให้เบนิเตซถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 2016 และได้แต่งตั้ง ซีเนอดีน ซีดาน ซึ่งในชณะนั้นคุมทีมสำรองอยู่เข้ามาคุมทีมแทน  และสามารถพาทีมบุกไปชนะบาร์เซโลนา 2-1 ได้ถึงถิ่นกัมนอว์ คว้ารองแชมป์ลาลิกาโดยที่มีคะแนนตามบาร์เซโลนาเพียงคะแนนเดียว และสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ หลังดวลจุดโทษชนะ อัตเลติโกเดมาดริด คู่ปรับเก่าในปี ค.ศ. 2014 ไปได้ 5-3 หลังในเวลา 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศ

ซีเนดีน ซีดาน ผู้จัดการทีม เรอัล มาดริด ออกมายอมรับว่ายังไม่ได้ตกปากรับคำว่าจะอยู่คุมทีมต่อไปหรือไม่ โดยเวลานี้เหลือสัญญาอีกเพียง 2 ปี กุนซือชาวฝรั่งเศส วัย 48 ปี ที่เพิ่งพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ลาลีกา ฤดูกาลนี้ไปสด ๆ ร้อน ๆ ถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 34 และเป็นโทรฟี่ที่ 11 ของตัวเอง เวลานี้เหลือสัญญาอยู่ในถิ่น ซานติอาโก เบอร์นาบิว ถึงปี 2022 ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่ายังไม่มีความชัดเจนว่า ฤดูกาลหน้าจะยังคุมทีม “ราชันชุดขาว” ต่อไปหรือไม่

บทความที่น่าสนใจ