เกมติดตาม รายงานผลฟุตบอล แบบเรียลไทม์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

แทงบอลออนไลน์

นำก่อนไม่ช่วย! “จิ้งจอก” เปิดบ้านยิงแซง “ลิเวอร์พูล” 3-1 ขึ้นรั้งรองจ่าฝูง

“จิ้งจอกสยาม” ผงาดรองจ่าฝูง! เลสเตอร์​ โชว์ฮึดหลังโดนนำก่อน แต่รัวสามเม็ดรวด แซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล สุดมันส์ 3-1 โดยเกมนี้ มีช็อต อลีสซง กับ คาบัค กองหลังตัวใหม่ไม่เข้าใจกัน จนทำให้ “หงส์แดง” เสียประตูด้วย จากชัยชนะนัดนี้ ทำให้เด็กๆ ของ บีร็อด แซงแมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นไปรั้งที่ 2 ชั่วคราว

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เลสเตอร์ ซิตี้ 3 – ลิเวอร์พูล 1

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564

สนาม : คิง พาวเวอร์ สเตเดี้้ยม

“จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ขาด เวสเล่ย์ โฟฟาน่า และ เจมส์ จัสติน สองกองหลังดาวรุ่งที่เจ็บ ทำให้ บีร็อด ปรับแนวรับเป็น 3เซนเตอร์ และโยก ริคาร์โด้ เปเรยร่า ไปเล่นวิงแบ็กซ้าย ขณะที่ เจมส์ แม้ดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, เจมี่ วาร์ดี้ อยู่พร้อมหน้าในแดนรุกฟาก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่แพ้มา 2 นัดติด ขาด ฟาบินโญ่ กองหลังที่เจ็บอีก ส่งผลให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่ง โอซานคาบัค กองหลังเติร์กวัย 20 ที่ยืมจากชาลเก้ ลงประเดิมคู่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ในตำแหน่งเซนเตอร์ และให้ เคอร์ติส โจนส์ บู๊แดนกลางร่วมกับ เจมส์ มิลเนอร์ และ จินี่ ไวนัลดุม

ครึ่งแรก

ลิเวอร์พูล เปิดฉากบุกใส่ทันที แต่เป็นเจ้าถิ่นที่ได้ทักทายก่อนจาก เจมส์ แม้ดดิสัน ลองส่องไกลเกือบครึ่งสนาม อลีสซง เบ็คเกอร์ยังไม่หลับคว้าไว้ได้ติดมือใน น. 2

แชมป์เก่าบุกกดดันไปเรื่อยๆ โม ซาลาห์ สอดเข้าไปรับบอลยาวจี้เข้าหาเขตโทษ แต่จังหวะสุดท้าย ริคาร์โด้ เปเรยร่า เบียดไว้เลยทำออกหลังไป ก่อนที่ เจมี่ วาร์ดี้ ได้กระดกมุมแคบไปตกหลังตาข่ายให้เจ้าถิ่น ใน น. 11

ทีมเยือนยังสร้างโอกาสหวาดเสียวต่อเนื่อง ซาลาห์ ได้โต้ทางขวาก่อนเปิดกลับมาหวังให้ ซาดิโอ มาเน่ แต่จังหวะสุดท้าย อมาร์ตี้ตัดแบบหวุดหวิด

เลสเตอร์ เน้นรับแน่นแล้วรอสวน แต่เป็นทีมเยือนที่กดดันต่อเนื่อง ฟีร์มีโน่ ได้ยิงเผาขนจากลูกโหม่งชงของมาเน่ แต่ติดมือของคาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟได้ด้วยมือเดียว ก่อนเข้าสู่ครึ่งชั่วโมงแรก

น. 35 เลสเตอร์เกือบได้ประตู จากจังหวะเลื้อยทางซ้ายของ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เปิดมาเข้าหัว วาร์ดี้ ทว่าหัวหอกตัวเก่งของเจ้าถิ่นโหม่งไปตรงตัว อลีสซง พอดี

ท้ายครึ่งแรก เลสเตอร์ฉวยโอกาสวางยาวและเกือบได้ประตูนำมากที่สุด เจมส์ แม้ดดิสัน โหม่งเช็ดให้ วาร์ดี้ ทะลุกับดักล้ำหน้าหนี เฮนเดอร์สัน เข้าไปซัดแฉลบคานออกหลังใน น. 41 หมดครึ่งแรกเสมอกันอย่างสนุกแต่ไร้สกอร์ 0-0

ครึ่งหลัง

ทั้งคู่ใช้แข้งชุดเดิมในครึ่งหลัง โดยลิเวอร์พูล เปลี่ยนแล้วหนึ่งคนตั้งแต่ต้นเกม ติอาโก้ แทน มิลเนอร์ ที่บาดเจ็บ ส่วนเลสเตอร์ยังใช้ จอนนี่ อีแวนส์ ที่เดินเขยกตั้งแต่ปลายครึ่งแรกในแนวรับอยู่

ลิเวอร์พูล มาได้ประตูนำใน น. 67 จากจังหวะที่ เทรนท์ ตัดบอลได้ตรงกลางสนามในแดนเจ้าถิ่น ก่อนยิงติดบล็อกแล้วตามเปิดเข้ากลางให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พลิกจ่ายคืนให้ซาลาห์ ปั่นด้วยซ้ายโค้งหนีมือชไมเคิ่ล เสียบเสาไกล แชมป์เก่านำ 1-0

เลสเตอร์ต้องขยับเปิดเกมรุกมากขึ้นใน 20 นาทีท้าย ด้วยการส่ง อโยเซ่ เปเรซ แทน มาร์ก อัลไบรท์ตัน ในเวลาไล่เรี่ยกับ อเล็กซ์อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน แทน เคอร์ติน โจนส์ ของฝั่งลิเวอร์พูล

เกมเกือบถึงจุดพลิกผันเมื่อ ติอาโก้ ไปเตะ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เกือบบนเส้นเขตโทษทางซ้าย ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์ แต่ให้แค่ฟรีคิกแก่เลสเตอร์ เจมส์ แม็ดดิสัน เปิดเรียดเข้ากลางมุดเข้าโคนเสาไกล เกมหยุดชะงักลงอีกเมื่อวีเออาร์ เช็กจังหวะล้ำหน้าของเลสเตอร์ก่อนเชิ้ตดำ แอนโทนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้ประตูตีเสมอของเจ้าถิ่น 1-1 ใน น. 78

เลสเตอร์ ได้กลิ่นเลือดกดดันเอาประตูที่สองติดๆ กัน ใน น. 81 จากบอลวางยาวขึ้นหน้า อลีสซง ออกมานอกเขตเตะสกัดไม่ดีไปชนตัวคาบัค บอลเด้งไปหา วาร์ดี้ พาเข้าไปยิงโล่งๆ “จิ้งจอกสีน้ำเงิน” นำ 2-1

แนวรับแชมป์เก่ารวนไม่เป็นขบวน และโดนเจาะลูกที่สามไปอีก จากจังหวะเสียบอลแดนกลาง วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ จ่ายทะลุให้ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ เข้าไปแปด้วยขวาสวนทางอลีสซง เป็น 3-1 ใน น. 85

หมดเวลา เลสเตอร์ พลิกสถานการณ์กลับมาชนะ 3-1 แซงขึ้นอันดับสอง พร้อมส่งลิเวอร์พูล แพ้เป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันด้วย

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
เลสเตอร์ ซิตี้ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล, ดาเนียล อมาร์ตี้, จอนนี่ อีแวนส์, ชักลาร์ โซยุนชู, ริคาร์โด้ เปเรยร่า, ยูริ ตีเลอมันส์ (ฮัมซ่า เชาว์ดรี้ น.87), วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้, มาร์ก อัลไบรท์ตัน (อโยเซ่ เปเรซ น.74), เจมส์ แม็ดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, เจมี่ วาร์ดี้

ลิเวอร์พูล : อลีสซง เบ็คเกอร์, เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โอซาน คาบัค, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, เจมส์มิลเนอร์ (ติอาโก้ อัลกันตาร่า น.15), จอร์จินโย่ ไวนัลดุม (เซอร์ดาน ชากิรี่ น.87), เคอร์ติส โจนส์ (อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น.75), โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

บทความที่น่าสนใจ

Powered by Live Score & Live Score App